ทำไมอาหารไทยจับคู่ยาก: มุมมองจากครัว
โดยทีม sommelier ของ WNLQ9.shop · เผยแพร่
คำตอบสั้น
อาหารไทยจับคู่ยากเพราะครัวไทยตั้งใจใส่หลายรสไว้ในจานเดียว ทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด และมัน กฎเดิมที่ดูจากชนิดเนื้อสัตว์จึงใช้ไม่ได้ วิธีที่ใช้ได้จริงคือหารสเด่นของจานก่อน แล้วเลือกไวน์ที่รับรสนั้นได้ จานเปรี้ยวต้องการไวน์ที่เปรี้ยวพอกัน จานเผ็ดต้องการแอลกอฮอล์ต่ำและแทนนินต่ำ
ตัวเลขที่ควรรู้
- รสหลักในครัวไทย
- เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด (บางจานมีขม)
- ตัวตัดสินการจับคู่
- รสเด่นของจาน ไม่ใช่ชนิดเนื้อ
- จานเปรี้ยว
- ไวน์ต้องเปรี้ยวเท่าหรือมากกว่า
- จานหวาน
- ไวน์ต้องหวานเท่าหรือมากกว่า
- จานเผ็ด
- แอลกอฮอล์สูงและแทนนินสูงทำให้เผ็ดขึ้น
ครัวไทยบาลานซ์หลายรสไว้ในจานเดียว
จานไทยส่วนใหญ่ถูกปรุงให้หลายรสอยู่ร่วมกัน ไม่ได้ปรุงให้รสเดียวเด่น ต้มยำมีทั้งเปรี้ยวจากมะนาว เค็มจากน้ำปลา และเผ็ดจากพริก ในถ้วยเดียว
ครัวไทยใช้รสหนึ่งคุมอีกรสหนึ่ง น้ำตาลปี๊บลดความเปรี้ยว น้ำปลาดึงความหวานให้ลึกขึ้น กะทิทำให้พริกนุ่มลง ผลคือจานที่สมดุลบนลิ้น
ปัญหาของคนจับคู่ไวน์อยู่ตรงนี้ ไวน์เองก็มีรสของมัน ทั้งเปรี้ยว หวาน ฝาด และร้อนจากแอลกอฮอล์ เมื่อวางไวน์ลงบนจานที่สมดุลอยู่แล้ว รสของไวน์จะไปดันบางรสในจานให้เด่นเกินไป
หารสเด่นของจานก่อนเลือกไวน์
รสเด่นคือรสที่ยังอยู่บนลิ้นหลังกลืนคำแรก วิธีดูง่าย ๆ คือถามว่าถ้าตัดเครื่องปรุงหนึ่งอย่างออก จานนี้จะเสียตัวตนไหม
ส้มตำที่ไม่มีมะนาวไม่ใช่ส้มตำ รสเด่นจึงเป็นเปรี้ยวกับเผ็ด แกงเขียวหวานที่ไม่มีกะทิจะกลายเป็นแกงป่า รสเด่นจึงเป็นมันและหวานอ่อน ๆ คู่กับเผ็ด
- เปรี้ยว: มะนาว มะขาม น้ำส้มสายชู ทำให้ไวน์ที่เปรี้ยวน้อยกว่ารู้สึกแบนและจืด
- หวาน: น้ำตาลปี๊บ ผลไม้ ทำให้ไวน์แห้งรู้สึกเปรี้ยวและขมขึ้น
- เผ็ด: พริก ถูกขยายด้วยแอลกอฮอล์สูงและแทนนิน
- เค็มและมัน: น้ำปลา กะทิ หมูติดมัน ช่วยให้ไวน์ฝาดนุ่มลง
เลือกตามรสเด่น ไม่ใช่ตามเนื้อสัตว์
กฎ "ไวน์แดงกับเนื้อแดง ไวน์ขาวกับปลา" เกิดจากครัวยุโรป ที่ซอสเป็นตัวเสริมรสเนื้อ ในครัวไทย เนื้อสัตว์มักเป็นตัวรับรส ส่วนรสจริงของจานมาจากน้ำพริก เครื่องแกง และน้ำจิ้ม
ไก่ชิ้นเดียวกันเมื่ออยู่ในต้มข่า ลาบ หรือไก่ย่างกับน้ำจิ้มแจ่ว จะต้องการไวน์คนละแบบ เพราะรสเด่นเปลี่ยนจากมันและเปรี้ยวอ่อน เป็นเปรี้ยวเผ็ด และเป็นควันกับเค็ม
หลักที่ใช้ได้มี 3 ข้อ ไวน์ควรเปรี้ยวอย่างน้อยเท่าจาน ไวน์ควรหวานอย่างน้อยเท่าจาน และยิ่งจานเผ็ด แอลกอฮอล์กับแทนนินยิ่งควรต่ำ
ตัวอย่าง 3 จาน: อ่านรสเด่นแล้วเลือกสไตล์
ตารางนี้ใช้หลักเดียวกันกับ 3 จานที่รสเด่นต่างกัน สไตล์ที่ระบุเป็นแนวทาง ไม่ได้เป็นคำตอบเดียว
| จาน | รสเด่น | สไตล์ไวน์ที่รับได้ |
|---|---|---|
| ส้มตำไทย | เปรี้ยว เผ็ด เค็ม | ไวน์ขาวเปรี้ยวสูง แอลกอฮอล์ต่ำ เช่น Riesling แบบแห้งหรือหวานเล็กน้อย |
| แกงเขียวหวานไก่ | มันจากกะทิ หวานอ่อน เผ็ด | ไวน์ขาวกลิ่นหอม หวานเล็กน้อย เช่น Gewürztraminer หรือ Riesling |
| คอหมูย่าง | มัน เค็ม กลิ่นควัน | ไวน์แดงเบา แทนนินต่ำ เช่น Pinot Noir หรือ Gamay |
สังเกตว่าคอหมูย่างกับแกงเขียวหวานใช้เนื้อหมูหรือไก่ก็ได้ แต่สิ่งที่ทำให้คำตอบต่างกันคือกะทิกับควันถ่าน ไม่ใช่ตัวเนื้อ
กะทิยังอธิบายว่าทำไมแกงเผ็ดเท่ากันจึงต้องการไวน์ต่างกัน ไขมันในกะทิเคลือบลิ้นและลดความร้อนของพริกลง แกงเขียวหวานจึงรับไวน์ที่มีบอดี้มากขึ้นได้ ส่วนต้มยำน้ำใสไม่มีอะไรมากันความเผ็ด ไวน์ต้องเบาและแอลกอฮอล์ต่ำกว่า
สรุป 3 บรรทัด
- จานไทยมีหลายรสในจานเดียว จึงต้องหารสเด่นก่อน
- ไวน์ควรเปรี้ยวและหวานอย่างน้อยเท่าจาน ยิ่งเผ็ด แอลกอฮอล์และแทนนินยิ่งควรต่ำ
- น้ำพริก เครื่องแกง และน้ำจิ้มบอกคำตอบ มากกว่าชนิดเนื้อสัตว์
คำถามที่พบบ่อย
รสเด่นของจานดูยังไง
ดูรสที่ยังค้างอยู่บนลิ้นหลังคำแรก หรือถามว่าถ้าตัดเครื่องปรุงไหนออกแล้วจานจะเสียตัวตน รสจากเครื่องปรุงนั้นคือรสเด่น
ทำไมกฎไวน์แดงกับเนื้อใช้กับอาหารไทยไม่ได้
เพราะในอาหารไทย รสของจานมาจากเครื่องแกง น้ำพริก และน้ำจิ้ม มากกว่าตัวเนื้อ ไวน์แดงแทนนินสูงที่เข้ากับสเต๊กจะทำให้จานเผ็ดหรือเปรี้ยวรู้สึกแรงและขมขึ้น
ทำไมจานเผ็ดไม่เหมาะกับไวน์แอลกอฮอล์สูง
แอลกอฮอล์ขยายความร้อนของพริกบนลิ้น จานเผ็ดจึงรู้สึกเผ็ดขึ้น ไวน์แอลกอฮอล์ต่ำและมีความหวานเล็กน้อยช่วยให้ความเผ็ดนุ่มลง
อ่านต่อ
แหล่งข้อมูล
- Wikipedia: Thai cuisine
- Wikipedia: Wine and food matching
- Wikipedia: Taste
- Wikipedia: Tannin
- Wikipedia: Acids in wine
เนื้อหาเพื่อความรู้ สำหรับผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป